in

4 เคล็ดลับช่วยแก้ง่วงขณะขับรถทางไกล

การขับรถเป็นระยะทางไกล ๆ อาจสร้างความเหนื่อยล้าแก่ผู้ขับขี่โดยไม่รู้ตัวก่อให้เกิดอาการง่วงที่นำไปสู่การหลับในขณะขับรถได้ ซึ่งถือเป็นอาการเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย การเกิดเหตุแต่ละครั้งก็มักจะรุนแรง เนื่องจากรถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง เราจึงขอแนะนำ 4 เคล็ดลับแก้ง่วงขณะขับรถมาฝากกัน

1. พักผ่อนให้เพียงพอก่อนออกเดินทาง – ผู้ขับรถจะต้องใช้ร่างกายและสายตาเป็นระยะเวลานาน จึงจำเป็นต้องนอนหลับพักผ่อนเต็มอิ่ม เพื่อให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าตลอดทาง และยังช่วยให้รับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบนท้องถนนได้เป็นอย่างดี

2. วางแผนก่อนการเดินทาง – ไม่ว่าจะเป็นการขับรถบนเส้นทางที่คุ้นเคย หรือเส้นทางที่ไม่เคยไป ควรวางแผนก่อนออกเดินทางทุกครั้งโดยใช้แอปพลิเคชันนำทางบนโทรศัพท์มือถือ จะช่วยหลีกเลี่ยงเส้นทางรถติดได้แนะนำว่าควรจะหาจุดพักท่องเที่ยวระหว่างทาง ไม่ควรขับรถจนถึงจุดหมายเพียงรวดเดียวจะช่วยลดความเหนื่อยล้าได้

3. แวะพักทุก 2 ชั่วโมง – ควรหยุดพักที่ปั๊มน้ำมัน, ร้านกาแฟ หรือคาเฟ่สวยๆ ระหว่างทาง ยืดเส้นยืดสายเพื่อให้กล้ามเนื้อและประสาทรู้สึกตื่นตัว ช่วยป้องกันไม่ให้รู้สึกเหนื่อยล้าจนเกินไป

4. สร้างบรรยากาศในรถ – ควรเปิดเพลงที่มีจังหวะสนุกสนาน พูดคุยสนทนากับผู้โดยสารภายในรถ รวมถึงควรมีขนมขบเคี้ยวที่มีรสเปรี้ยวหรือลูกอมรสมินต์ติดรถไว้ จะช่วยให้ผู้ขับขี่ตื่นตัวและผ่อนคลายตลอดการเดินทาง

นอกจากเคล็ดลับทั้ง 4 ข้อดังกล่าวนี้แล้ว รถที่ใช้ควรจะอยู่ในสภาพสมบูรณ์ พร้อมเดินทางไกล จึงควรตรวจเช็กสภาพรถเบื้องต้นก่อนออกเดินทางช่วยให้เดินทางถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย

เช็กรถก่อนเดินทางไกล 7 จุดสำคัญ มีอะไรบ้าง?

จุดที่ 1 สภาพยางรถยนต์ และแรงดันลมยาง

ควรตรวจเช็กสภาพยางรถยนต์ด้วยสายตา โดยจะต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน มีดอกยางเหลือมากกว่า 3 มิลลิเมตรขึ้นไป ไม่มีรอยฉีกหรือแตกลายงาที่อาจก่อให้เกิดการรั่วซึมหรือระเบิดขณะขับขี่ได้ อีกทั้งยังควรตรวจสอบแรงดันลมยางก่อนออกเดินทาง โดยรถทุกคันจะระบุแรงดันลมยางที่เหมาะสมเอาไว้ที่ข้างตัวรถ (รถบางยี่ห้อจะอยู่ด้านในของฝาถังน้ำมัน) รวมถึงจะต้องเติมลมยางเพิ่มขึ้นจากปกติประมาณ 4-12 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (PSI) กรณีบรรทุกผู้โดยสารและสิ่งของเต็มคัน (ขึ้นอยู่กับรถแต่ละรุ่น)

จุดที่ 2 ระดับของเหลวในห้องเครื่องยนต์

ควรจะตรวจเช็กของเหลวในห้องเครื่องยนต์ให้ได้ระดับอยู่เสมอ ๆ ซึ่งโดยมากแล้วจะประกอบด้วย น้ำมันเครื่อง, น้ำมันเกียร์, น้ำหล่อเย็น (คูลแลนท์), น้ำมันเบรก, น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ ฯลฯ รวมถึงต้องตรวจเช็กว่าของเหลวอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่ข้นดำหรือมีกลิ่นผิดแปลกไปจากปกติ หากพบว่าของเหลวพร่องเกินระดับมาตรฐาน อาจเป็นเพราะมีการรั่วซึมเกิดขึ้น ควรรีบนำรถเข้ารับการแก้ไขก่อนเดินทางไกล

จุดที่ 3 สภาพแแบตเตอรี่

ควรตรวจเช็กระดับน้ำกลั่น ภายในแบตเตอรี่ก่อนออกเดินทาง รวมถึงขจัดคราบเกลือที่ขั้วแบตฯ เพื่อให้สามารถจ่ายไฟได้อย่างเต็มที่ กรณีเป็นแบตเตอรี่แบบ MF หรือ Maintenance Free ที่ไม่มีช่องเติมน้ำกลั่น ควรจะตรวจเช็กด้วยการฟังเสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ ว่ามีอาการเฉื่อยกว่าปกติหรือไม่ หากแบตเตอรี่มีอายุเกิน 2 ปี อาจใกล้เสื่อมสภาพแล้ว ให้พิจารณาเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่ตามความเหมาะสม

จุดที่ 4 การทำงานของระบบช่วงล่าง

ให้ตรวจสอบการทำงานของโช้กอัพทั้ง 4 ต้นว่ามีการรั่วซึมหรือไม่ หากตรวจพบว่ามีน้ำมันซึมเปื้อนออกมาแสดงว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนโช้กอัพใหม่แล้ว รวมถึงหมั่นสังเกตเสียงจากช่วงล่าง ขณะขับผ่านทางขรุขระหรือลูกระนาด หากพบว่ามีเสียงแปลกๆ ก็ควรรีบนำรถเข้าไปตรวจเช็กเสียก่อน เพื่อให้รถมีประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนดังเดิม

จุดที่ 5 ตรวจเช็กไฟส่องสว่างรอบคัน

การตรวจเช็กไฟส่องสว่างรอบคันเป็นสิ่งที่หลายคนละเลย โดยนอกจากจะต้องตรวจเช็กการทำงานของไฟหน้าว่ายังคงส่องสว่างตามปกติทั้งสองข้างแล้วนั้น ยังต้องตรวจเช็กการทำงานของไฟสูง, ไฟหรี่, ไฟตัดหมอกหน้า-หลัง, ไฟเลี้ยวรอบคัน, ไฟถอยหลัง รวมถึงไฟเบรกดวงที่ 3 เพื่อให้การเดินทางยามค่ำคืนมีความปลอดภัยมากที่สุด

จุดที่ 6 สภาพยางปัดน้ำฝน

ควรตรวจเช็กสภาพใบปัดน้ำฝนว่ายังคงปัดน้ำได้เกลี้ยงตั้งแต่ครั้งแรก กรณีเป็นรถ 5 ประตูที่มีใบปัดน้ำฝนหลังก็ควรตรวจเช็กเพิ่มเติมควบคู่กันไปด้วย และอย่าลืมเติมน้ำล้างกระจกให้เต็มก่อนออกเดินทาง

จุดที่ 7 เครื่องมือประจำรถและเอกสารที่จำเป็นต่างๆ

ตรวจเช็กเครื่องมือประจำรถว่ายังคงอยู่ครบทุกชิ้น โดยเฉพาะอุปกรณ์ในการเปลี่ยนยางอะไหล่ ขณะที่ยางอะไหล่เองก็ต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และมีแรงดันลมยางที่เหมาะสมตลอดเวลา ซึ่งโดยมากแล้วจะต้องเติมเผื่อจากปกติขึ้นอีก 5 ปอนด์ต่อตารางนิ่ว เนื่องจากลมยางจะซึมออกทีละน้อยตลอดเวลา

นอกจากนี้ ควรตรวจเช็กเอกสารที่จำเป็นต่างๆ ว่ายังคงมีติดรถตลอดเวลา เช่น สำเนาสมุดคู่มือจดทะเบียนรถ (หลีกเลี่ยงการเก็บเล่มจริงไว้ในรถ), กรมธรรม์ประกันภัยและกรมธรรม์ประกันภัยภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. เป็นต้น

นอกจากสภาพความพร้อมของตัวรถแล้ว ความพร้อมของผู้ขับขี่ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน โดยผู้ขับขี่ควรจะนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 8 ชั่วโมงก่อนออกเดินทาง ,งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และหยุดพักขับรถเป็นระยะเพื่อให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอยู่เสมอ

What do you think?

Written by admin

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published.

GIPHY App Key not set. Please check settings

    Loading…

    0

    Pragmatic เพลิดเพลินไปกับความสุดยอดประสบการณ์อันน่าตื่นเต้น!!

    เก็บตกหลังเกมการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงเนชั่นส์ลีก 2022 รอบก่อนรองชนะเลิศ